• km-banner.jpg

ภาควิชาสุขภาพจิตและการพยาบาลจิตเวชศาสตร์ จัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ประสบการณ์การสอนภาคปฏิบัติ ในวันที่ 27 เมษายน 2559 โดย อ. ดร. อทิตยา พรชัยเกตุ โอว ยอง เรื่องการพยาบาลผู้ป่วยบุคคลที่มีพฤติกรรมเจ้ากี้เจ้าการ (Manipulation behavior) และผศ. ดร. อติรัตน์  วัฒนไพลิน เรื่องการพยาบาลผู้ป่วยบุคคลที่มีพฤติกรรมแยกตัวทางสังคม (Withdrawal behavior)

 

เรื่องการพยาบาลผู้ป่วยบุคคลที่มีพฤติกรรมเจ้ากี้เจ้าการ (Manipulation behavior)

 

 

 

หลักการการดูแล (ตามทฤษฎี)

การแลกเปลี่ยนเรียนรู้จากประสบการณ์จริง

1

ความหมายของพฤติกรรมเจ้ากี้เจ้าการ

พฤติกรรมเจ้ากี้เจ้าการ หมายถึง  พฤติกรรมที่ทำให้ตนได้มาซึ่งสิ่งที่ปรารถนาด้วยวิธีการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการโน้มน้าวชักจูง หลอกลวง หรือบังคับ โดยไม่คำนึงถึงความรู้สึก ความสนใจ หรือความต้องการของบุคคลที่ถูกกระทำ

-

2

พฤติกรรมเจ้ากี้เจ้าการมักพบในผู้ป่วยประเภทใด

1.       บุคคลที่มีบุคลิกภาพผิดปกติ แบบ

-          Borderline personality disorder

-          Antisocial personality disorder

-          Histrionic personality disorder

-          Narcissistic personality disorder

2.       บุคคลที่มีความผิดปกตทางจิตเวช เช่น

-          Substance abuse

-          Schizophrenia

-          Bipolar disorders manic episode

 

 

 

-

 

 

3

รูปแบบการแสดงออกของพฤติกรรมเจ้ากี้เจ้าการ

     1. การทำร้ายตนเอง (self harm) เพื่อเรียกร้องความสนใจจากผู้อื่น ให้ตนได้รับการตอบสนองความต้องการ โดยใช้การทำร้ายตนเองเพื่อให้บุคคลอื่นกระทำในสิ่งที่ตนเรียกร้องหรือต้องการให้ อย่างไรก็ตามแรงจูงใจในการทำร้ายตนเองนั้นมีหลายปัจจัย เช่น รู้สึกเศร้าและทุกข์ใจมาก หรือเพื่อต้องการบรรเทาความรู้สึกกดดันจากความรู้สึกแปลกแยก ผู้ดูแลต้องระวังการตัดสินผู้ป่วยว่า ผู้ป่วยทำร้ายตนเองเพื่อเรียกร้องความสนใจเท่านั้น และไม่ให้ความสนใจดูแลผู้ป่วย เพราะอาจทำให้เกิดอันตรายกับผู้ป่วยได้

     2. การทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้มาในสิ่งทีต้องการ (pervasive) ด้วยวิธีการต่างๆไม่ว่าจะถูกต้องหรือไม่ มีแรงจูงใจและแรงผลักดันในการกระทำอย่างมาก อาจมีการวางแผนอย่างตั้งใจถึงขั้นการทำร้ายบุคคลอื่นให้ได้รับบาดเจ็บได้  โดยไม่คำนึงถึงบุคคลที่ถูกกระทำว่าจะเป็นอย่างไร  ไม่เคารพในสิทธิ์ของเขา และกระทำโดยที่ตนไม่รู้สึกผิด

การแสดงออกของพฤติกรรมเจ้ากี้เจ้าการ

พฤติกรรมเจ้ากี้เจ้าการสามารถพบได้ทั้งในบุคคลทั่วไป และในผู้ป่วยจิตเวช อย่างไรก็ตามเราจะสามารถจำแนกได้อย่างไรว่าพฤติกรรมเจ้ากี้เจ้าการที่บุคคลแสดงออกนั้นเป็นปัญหาหรือไม่?

พฤติกรรมเจ้ากี้เจ้าการที่เป็นปัญหานั้น จะมีการแสดงทางอารมณ์และพฤติกรรมที่ก่อให้เกิดความเดือดร้อน ไม่สามารถหยุดพฤติกรรมเองได้ง่าย และเมื่อเจ้ากี้เจ้าการกับบุคคลอื่นไม่สำเร็จจะตอบโต้โดยการแสดงออกที่รุนแรง

สิ่งสำคัญอันดับแรก คือ การประเมินถึงพฤติกรรมเจ้ากี้เจ้าการที่บุคคลแสดงออกนั้นเป็นปัญหาพฤติกรรมหรือไม่ และเกิดจากสาเหตุใด เช่น หากผู้ป่วยได้รับยาแล้วอาการเจ้ากี้เจ้าการลดลง  แสดงว่าพฤติกรรมนั้นคือมาจากโรค  แต่บางกรณี ได้รับยาแล้วพฤติกรรมไม่ได้เปลี่ยนแปลง  แสดงว่าพฤติกรรมนี้มาจากพื้นอารมณ์หรือพื้นพฤติกรรมของผู้ป่วยมากกว่า  ดังนั้น เราควรประเมินให้ชัดเจนก่อนว่าพฤติกรรมเจ้ากี้เจ้าการของผู้ป่วยนั้นเกิดจากสาเหตุใด

 

 

4

แรงจูงใจในการแสดงออกถึงพฤติกรรมเจ้ากี้เจ้าการ

1. เพื่อให้ได้รับการยอมรับ นับถือจากบุคคลอื่น (Manipulation as acquiring status and respect)

     2. เพื่อแสดงออกถึงการไม่ยอมรับ ต่อต้าน และไม่เป็นมิตร (Manipulation as resistance and rebellion)

     3. เพื่อเรียกร้องให้ได้มาในสิ่งที่ต้องการผ่านสื่อหรือผู้มีอำนาจภายนอก (Manipulation as campaigning)

-

5

การจัดการและการพยาบาลบุคคลที่มีพฤติกรรมเจ้ากี้เจ้าการ 

1.       สร้างสัมพันธภาพกับผู้ป่วยให้เกิดความไว้วางใจ

2.       ประเมินอารมณ์ ความคิด และพฤติกรรมของผู้ป่วย

-          อารมณ์ มีอารมณ์หงุดหงิด โกรธ ผิดหวัง หรือ เสียหน้า มีการควบคุมอารมณ์ได้หรือไม่ มีอารมณ์เปลี่ยนแปลงเร็วหรือไม่

-          ความคิด มีความคิดต่อตนเองและผู้อื่นอย่างไร มีความคิดหมกมุ่นหรือวกวนอยู่กับเรื่องใดเรื่องหนึ่งหรือไม่ มีความคิดทำร้ายตนเอง และผู้อื่นหรือไม่

-          พฤติกรรม : มีพฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรง ขาดการยับยั้ง ชอบทำลายข้าวของ มีการพูดแบบสุภาพแต่ไม่ทำตามที่พูด หรือพูดเสียงดัง ด่าทอหรือไม่

3. ประเมินสัมพันธภาพระหว่างบุคคล ว่ามีสัมพันธภาพกับบุคคลอื่นเป็นอย่างไร

4. ค้นหาและวิเคราะห์สาเหตุ หรือแรงจูงใจที่ทำให้แสดงพฤติกรรมเจ้ากี้เจ้าการ

5. วางแผนให้การพยาบาลที่สอดคล้องกับสาเหตุหรือแรงจูงใจ

6. ให้การพยาบาลตามแผนที่วางไว้

7. ประเมินผลการพยาบาล

การจัดการและการพยาบาลบุคคลที่มีพฤติกรรมเจ้ากี้เจ้าการ 

1. ผู้ป่วยมีพฤติกรรมเจ้ากี้เจ้าการขณะที่กำลังจัดผู้ป่วยเข้ากลุ่มกิจกรรม โดยเข้ามาจัดการเรียกเพื่อนผู้ป่วยด้วยกันเข้ากลุ่มในลักษณะเจ้ากี้เจ้าการ

การจัดการ: กล่าวขอบคุณผู้ป่วยที่ช่วยเรียกผู้ป่วยเข้ากลุ่ม  แล้วให้เพิกเฉยต่อพฤติกรรมนั้นเสีย พร้อมทั้งเชิญให้ผู้ป่วยเข้าไปนั่งรอในกลุ่มเหมือนกับผู้ป่วยอื่น  และให้นักศึกษาทำหน้าที่เชิญผู้ป่วยเข้ากลุ่มแทน

 

2. ขณะทำกลุ่มกิจกรรม  ผู้ป่วยมีพฤติกรรมเจ้ากี้เจ้าการโดย

    1) บอกนักศึกษาว่าควรที่จะทำอย่างนั้นอย่างนี้ 

    2) ผูกขาดการแสดงความคิดเห็นในกลุ่ม

การจัดการ:

1) การแสดงออกให้ผู้ป่วยเห็นว่าพฤติกรรมนั้นไม่เหมาะสมโดยการมองหน้าผู้ป่วย หรือยับยั้งผู้ป่วยโดยการบอกกับผู้ป่วยว่าขอให้นักศึกษาพูดก่อน

2) หาจังหวะแทรกในระหว่างที่ผู้ป่วยพูด และบอกให้ผู้ป่วยเปิดโอกาสให้ผู้ป่วยอื่นได้พูดบ้าง โดยอาจจะขอความคิดเห็นจากผู้ป่วยอื่นที่คาดว่าจะสามารถพูดแสดงความคิดเห็นได้ เพราะหากเรียกผู้ป่วยที่เงียบหรือไม่ค่อยพูดก็จะเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ป่วยกลับมาแสดงพฤติกรรมดังกล่าวอีก

 

 

หลักการพยาบาลบุคคลที่มีพฤติกรรมเจ้ากี้เจ้าการ 

1.   ให้การยอมรับผู้ป่วย และตระหนักว่าพฤติกรรมที่ผู้ป่วยแสดงออกนั้นมีความหมายที่ผู้ป่วยใช้ในการสื่อสารถึงความคับข้องใจ ความทุกข์ใจ การไม่ได้รับความรัก การยอมรับ หรือเพื่อปกป้องตนเอง

2.    ให้ความรัก ความเข้าใจ ความมั่นคง เชื่อถือและไว้ใจได้ เพื่อให้ผู้ป่วยเกิดความรู้สึกเชื่อมั่นและไว้วางใจพยาบาล เนื่องจากผู้ป่วยที่มีพฤติกรรมเจ้ากี้เจ้าการนั้นมักเติบโตมาด้วยการขาดความรัก ความมั่นคง เชื่อถือและไว้ใจได้ การแสดงออกของพฤติกรรมเจ้ากี้เจ้าการก็มักมาจากความต้องการการยอมรับจากบุคคลอื่น

3.   มีความอดทน มั่นคง สุขุม ต่อการแสดงพฤติกรรมของผู้ป่วย หลีกเลี่ยงการตอบโต้ด้วยอารมณ์ คำพูด หรือพฤติกรรมที่รุนแรง เพราะนอกจากจะกระตุ้นให้ผู้ป่วยมีอารมณ์โกรธแล้ว ยังเป็นแรงเสริมให้ผู้ป่วยแสดงพฤติกรรมมากขึ้น

4.   หลีกเลี่ยงการให้สิทธิพิเศษ การต่อรอง การโต้แย้ง และการวิพากษ์วิจารณ์ของผู้ป่วยต่อผู้อื่น

5.   จัดให้ผู้ป่วยได้เข้าร่วมกิจกรรมที่สร้างสรรค์ และทำได้สำเร็จเพื่อเพิ่มความรู้สึกมีคุณค่าในตนเอง และลดพฤติกรรมเจ้ากี้เจ้าการลง

6.   จัดให้ผู้ป่วยได้ช่วยทำกิจกรรมประจำวันของหอผู้ป่วยเพื่อเสริมสร้างความนับถือและภาคภูมิใจในตนเอง

7.   ช่วยให้ผู้ป่วยได้ทำความเข้าใจพฤติกรรมเจ้ากี้เจ้าการของตน และผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการกระทำ เพื่อให้เกิดการยอมรับ และปรับปรุงตนเอง

8.   ฝึกทักษะการจัดการกับปัญหา และการควบคุมตนเองให้ผู้ป่วยได้ปฏิบัติตามกฎกติกา และการเคารพสิทธิของตนเองและผู้อื่น และให้แรงเสริมทางบวก เช่น คำชมเชยเมื่อผู้ป่วยสามารถควบคุมพฤติกรรมของตน หรือมีทักษะการจัดการกับปัญหาได้อย่างเหมาะสม

9.   อธิบายการจำกัดพฤติกรรม (limit setting) ให้ผู้ป่วยทราบตั้งแต่เริ่มแรก ในกรณีที่ผู้ป่วยมีการแสดงพฤติกรรมไม่เหมาะสม และไม่สามารถควบคุมได้ว่าผู้ป่วยอาจได้รับการพิจารณาให้ถูกจำกัดพฤติกรรม

การยับยั้งพฤติกรรมผู้ป่วย  โดยใช้เสียงดังจะไม่ได้ผล  หากแต่ถ้าพยาบาลใช้วิธีการที่มั่นคง สุขุม  ไม่แสดงการโต้ตอบรุนแรง หรือใช้ความนิ่ง จะทำให้สามารถหยุดพฤติกรรมเขาได้ดีกว่า

บุคลากรทางการแพทย์ควรแสดงแบบอย่างที่ดีกับผู้ป่วย หลีกเลี่ยงการแสดงพฤติกรรมที่เป็นการเจ้ากี้เจ้าการกับผู้ป่วย หรือการใช้พลังอำนาจที่มีการกว่าผู้ป่วย

 

 

 

 ข้อเสนอแนะ

ในการสอนนักศึกษาให้เรียนรู้และมีประสบการณ์ในการจัดการกับพฤติกรรมเจ้ากี้เจ้าการนั้น มีข้อเสนอแนะ ดังนี้

  1. เตรียม นักศึกษาก่อนทำกิจกรรมกลุ่ม (Per-conference) กรณีที่พบว่าจะมีผู้ป่วยเจ้ากี้เจ้าการมาเข้ากลุ่มกิจกรรมด้วย ว่าลักษณะของผู้ป่วยเป็นอย่างไร และมีหลักการในการจัดการกับพฤติกรรมของผู้ป่วยนี้อย่างไร
  2. ให้นักศึกษาเข้ารับส่งเวร พร้อมทั้งส่งเวรให้กับเพื่อนที่ไม่ได้เข้ารับเวรด้วย เพื่อให้นักศึกษาทุกคนได้รู้จักผู้ป่วยแต่ละรายมากขึ้นและสามารถเตรียมรับมือกับผู้ป่วยที่มีพฤติกรรมเจ้ากี้เจ้าการได้

 เรื่องการพยาบาลผู้ป่วยบุคคลที่มีพฤติกรรมแยกตัวทางสังคม (Withdrawal behavior)

 

 

หลักการการดูแล (ตามทฤษฎี)

การแลกเปลี่ยนเรียนรู้จากประสบการณ์จริง

1

ลักษณะผู้ป่วย

ผู้ป่วยที่มีอาการแยกตัวทางสังคม จะมีลักษณะ หลีกหนีการมีปฏิสัมพันธ์และการร่วมกิจกรรมทางสังคมกับผู้อื่น แยกตัวไปอยู่ตามลำพัง ซึ่งสามารถเกิดได้ในผู้ป่วยโรคซึมเศร้า ผู้ป่วยโรคจิตเภท และผู้ป่วยจิตเวชเรื้อรัง ซึ่งจะแสดงพฤติกรรม

- นั่งแยกตัวอยู่ตามลำพัง

- ไม่สื่อสาร

- ไม่สบตากับผู้อื่น

- ไม่สามารถทำหน้าที่ทางสังคม

- หลีกเลี่ยง/ปฏิเสธการเข้าร่วมกลุ่มกิจกรรม

ลักษณะผู้ป่วยที่พบในหอผู้ป่วย

1. กำลังเข้ากลุ่ม ผู้ป่วยก็ลุกจากกลุ่มออกไปและมีพฤติกรรมพูดคนเดียว

การจัดการ: ปล่อยคนไข้ไป  แล้วรายงานพยาบาล ภายหลังจากที่ผู้ป่วยได้รับยาระยะหนึ่ง ผู้ป่วยมีอาการดีขึ้น

2. ผู้ป่วยบอกว่าอยู่บ้านไม่พูดกับใคร เพราะเขาหาว่าผมบ้า เนื่องจากการถูกตีตราจากคนรอบข้างทำให้ผู้ป่วยมีพฤติกรรมแยกตัว

3. ผู้ป่วยซึมเศร้าไม่ยอมพูดด้วย ใช้เวลานานมาก

4. ผู้ป่วยไม่พูดเพราะมี hallucination สั่งว่าไม่ให้พูด 

การจัดการ: สร้างสัมพันธภาพสม่ำเสมอ เอาเข้ากลุ่ม แม้ไม่พูด ให้การยอมรับผู้ป่วยอย่างสม่ำเสมอ

2

อาการแยกตัวทางสังคมพบได้ใน

- ผู้ป่วยจิตเภทที่มีอาการด้านบวก เช่น ความคิดหลงผิด หวาดระแวง ทำให้แยกตัวจากสังคม

- เป็นองค์ประกอบของกลุ่มอาการด้านลบในผู้ป่วยจิตเภท

- ผู้ป่วยที่มีการสื่อสารบกพร่องจากความคิดไม่ต่อเนื่อง

- ผู้ป่วยโรคซึมเศร้า ที่มีอาการซึมเศร้า และการขาดแรงจูงใจในการร่วมกิจกรรมทางสังคม

- ผู้ป่วยจิตเวชเรื้อรัง ที่การเจ็บป่วยทางจิตและการรับบริการทางสุขภาพจิตทำให้ผู้ป่วยได้รับการตีตราจากสังคม รู้สึกคุณค่าในตนเองลดลง

- ผู้ป่วยที่ความไม่พึงพอใจต่อสัมพันธภาพทางสังคม หรือรู้สึกถูกคุกคามจากสถานการณ์ทางสังคม หรือ รับรู้สถานการณ์ทางสังคมว่าไม่สุขสบายและไม่ปลอดภัย

- ผู้ป่วยที่มีความวิตกกังวลในระดับ panic

- ผู้ป่วยที่ไม่ไว้วางใจผู้อื่น

ให้หอผู้ป่วยจะพบผู้ป่วยที่มีพฤติกรรมแยกตัวมากใน

- ผู้ป่วยจิตเภทที่มีอาการหูแว่ว ได้ยินเสียงสั่งไม่ให้พูด

- ผู้ป่วยโรคซึมเศร้า

3

พฤติกรรมการแยกตัวทางสังคม ส่งผลให้ผู้ป่วย

- มีความบกพร่องในการดำเนินชีวิตประจำวัน

- ไม่มีโอกาสการเรียนรู้การปรับตัวด้านจิตใจและสังคมที่เหมาะสมจากบุคคลรอบข้าง

- การทำหน้าที่ทางสังคมบกพร่อง

 

 

4

ข้อวินิจฉัยการพยาบาล

ผู้ป่วยมีพฤติกรรมแยกตัวทางสังคม

เป้าหมายการพยาบาล และ เกณฑ์การประเมินผล

-  มีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมกับครอบครัว เพื่อ และเพื่อนบ้านเพิ่มขึ้น

-  มีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมอย่างมีเป้าหมาย

-  ใช้ทักษะทางสังคมอย่างเหมาะสมในการมีสัมพันธภาพ

-  แสวงหาการสนับสนุนทางสังคมจากผู้อื่น

-  ผู้ป่วยเต็มใจเข้าร่วมกิจกรรมบำบัดกับสมาชิก

-  ผู้ป่วยใช้เวลากับผู้ป่วยอื่นๆและเจ้าหน้าที่ในกลุ่มกิจกรรมบำบัด

-  มีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมกับครอบครัว เพื่อ และเพื่อนบ้านเพิ่มขึ้น

-  มีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมอย่างมีเป้าหมาย

-  ใช้ทักษะทางสังคมอย่างเหมาะสมในการมีสัมพันธภาพ

แสวงหาการสนับสนุนทางสังคมจากผู้อื่น

 

5

การวางแผนการพยาบาล และการปฏิบัติการพยาบาลตามแผนที่ได้วางไว้

1. ลดความคิดหลงผิดโดยการให้ยารักษาอาการทางจิตและจิตบำบัด และประเมินว่าผู้ป่วยได้รับยากรักษาอาการทางจิตในระดับที่เป็นการรักษา

2. จัดสิ่งแวดล้อมที่ลดสิ่งกระตุ้น เช่น เสียงดัง

3.  สร้างสัมพันธภาพและมีปฏิสัมพันธ์แบบหนึ่งต่อหนึ่งกับผู้ป่วยโดยใช้ระยะเวลาสั้นๆเพื่อให้ผู้ป่วยรู้สึกปลอดภัยและไม่ถูกคุกคาม

4. สร้างสัมพันธภาพกับผู้ป่วยด้วยท่าทีที่ยอมรับอย่างไม่มีเงื่อนไข (unconditional positive regard) เพื่อให้ผู้ป่วยรู้สึกมีคุณค่าในถานะบุคคลและเกิดความไว้วางใจ

5. ซื่อสัตย์และรักษาสัญญาเพื่อให้ผู้ป่วยเกิดความไว้วางใจในสัมพันธภาพ

6. อยู่กับผู้ป่วยเพื่อให้กำลังใจตลอดระยะเวลาการเข้าร่วมกิจกรรมบำบัด ซึ่งการเข้ากลุ่มกิจกรรมบำบัดจะทำให้ผู้ป่วยรู้สึกยากลำบากและหวาดกลัว เพื่อให้ผู้ป่วยรู้สึกไว้วางใจและปลอดภัย

7. ระมัดระวังในการสัมผัสผู้ป่วย เมื่อผู้ป่วยมีความวิตกกังวลในระดับที่รุนแรงเพราะการสัมผัสอาจทำให้ผู้ป่วยรับรู้ว่าเป็นการคุกคาม ช่วยให้ผู้ป่วยมีพื้นที่ส่วนตัว

8. ช่วยให้ผู้ป่วยระบายความรู้สึกเกี่ยวกับการตีตราตนเองที่เกิดขึ้นภายในของผู้ป่วยและความคิดหลงผิด

9. ช่วยให้ผู้ป่วยเข้าใจความจำกัดของตนเองในการสร้างสัมพันธภาพกับผู้อื่น

10. ฝึกทักษะทางสังคมแก่ผู้ป่วย โดยการระบุทักษะที่ผู้ป่วยบกพร่องและต้องการพัฒนา และจัดลำดับความสำคัญของทักษะที่ต้องการพัฒนา และฝึกทักษะแก่ผู้ป่วย (แยกทักษะที่จำเป็นในการสร้างและดำรงสัมพันธภาพกับผู้อื่นเพื่อฝึกให้ผู้ป่วยมีความสามารถเพิ่มขึ้นตามลำดับ โดยใช้การแสดงบทบาทสมมุติ ตัวแบบทางสังคม การให้แรงเสริมทางบวก)

11. กระตุ้นให้ผู้ป่วยฝึกทักษะทางสังคมที่ได้เรียนรู้ ด้วยความอดทน และให้แรงเสริมแก่พฤติกรรมที่เหมาะสมแก่ผู้ป่วย

12. ชี้แจงกับผู้ป่วยเกี่ยวกับการสื่อสารและปฏิสัมพันธ์ทางสังคมที่พยาบาลคาดหวัง

13. ส่งเสริมให้ผู้ป่วยสร้างสัมพันธภาพทางสังคมแบบหนึ่งต่อหนึ่งก่อน โดยการแนะนำตัวเองอย่างซื่อสัตย์ และคำนึงถึงสิทธิของผู้ป่วยอื่น

14. จัดกิจกรรม เพื่อส่งเสริมปฏิสัมพันธ์ทางสังคมแก่ผู้ป่วย

- จัดกิจกรรมง่ายๆให้ผู้ป่วยร่วมเพื่อเพิ่มความสนใจและลดความคิดหลงผิด และเพื่อให้ผู้ป่วยอยู่บนความเป็นจริงมากขึ้น

- จัดกิจกรรมที่มีโครงสร้างตามลำดับความสามารถของผู้ป่วย

- จัดกิจกรรมที่เน้นความสนใจและจุดแข็งของผู้ป่วย

- จัดกิจกรรมแบบหนึ่งต่อหนึ่ง เมื่อผู้ป่วยมีพัฒนาการให้ร่วมกิจกรรมง่ายๆกับสมาชิกหนึ่งถึงสองคนที่ผู้ป่วยรู้สึกปลอดภัย เช่น เล่นไพ่ ปิงปอง ร้องเพลง

15.      สังเกต และให้แรงเสริมทางบวกเมื่อผู้ป่วยเริ่มมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมกับผู้อื่น

การสร้างสัมพันธภาพเป็นเรื่องสำคัญในผู้ป่วยที่มีพฤติกรรมแยกตัว การถามคำถามเชิงลึกจะไม่เหมาะสมหากสัมพันธภาพระหว่างพยาบาลกับผู้ป่วยยังไม่ดีพอ

ความสม่ำเสมอ ของพยาบาลเป็นปัจจัยที่สำคัญในการสร้างสัมพันธภาพกับผู้ป่วยที่แยกตัว ซึ่งในระยะแรกของการสร้างสัมพันธภาพผู้ป่วยอาจพยาบาลหลีกเลี่ยงการสนทนากับพยาบาล ดังนั้นพยาบาลควรมีความอดทนและทักทายพูดคุยกับผู้ป่วยอย่างสม่ำเสมอ จะส่งผลให้สัมพันธภาพระหว่างพยาบาลกับผู้ป่วยดีขึ้น

6

สรุปและประเมินผลการเรียนการสอน

          ผู้ป่วยที่มีอาการแยกตัวทางสังคม จะมีลักษณะ หลีกหนีการมีปฏิสัมพันธ์และการร่วมกิจกรรมทางสังคมกับผู้อื่น แยกตัวไปอยู่ตามลำพัง ซึ่งสามารถเกิดได้ในผู้ป่วยโรคซึมเศร้า ผู้ป่วยโรคจิตเภท และผู้ป่วยจิตเวชเรื้อรัง

          พฤติกรรมการแยกตัวทางสังคมทำให้ผู้ป่วย มีความบกพร่องในการดำเนินชีวิตประจำวัน  ไม่มีโอกาสการเรียนรู้การปรับตัวด้านจิตใจและสังคมที่เหมาะสมจากบุคคลรอบข้าง และการทำหน้าที่ทางสังคมบกพร่อง

การพยาบาล

1. การให้ยารักษาอาการทางจิตในระดับที่เป็นการรักษาและจิตบำบัด

2. จัดสิ่งแวดล้อมที่ลดสิ่งกระตุ้น เช่น เสียงดัง

3.  สร้างสัมพันธภาพเพื่อการบำบัดแบบหนึ่งต่อหนึ่งกับผู้ป่วยโดยใช้ระยะเวลาสั้นๆเพื่อให้ผู้ป่วยรู้สึกปลอดภัยและไม่ถูกคุกคาม

4.  ฝึกทักษะทางสังคมแก่ผู้ป่วย โดยการระบุทักษะที่ผู้ป่วยบกพร่องและต้องการพัฒนา และจัดลำดับความสำคัญของทักษะที่ต้องการพัฒนา และฝึกทักษะแก่

จัดกิจกรรม เพื่อส่งเสริมปฏิสัมพันธ์ทางสังคมแก่ผู้ป่วย

 

 

 

 

 ข้อเสนอแนะ

ในการสอนนักศึกษาให้เรียนรู้และมีประสบการณ์ในการจัดการกับพฤติกรรมแยกตัวนั้น มีข้อเสนอแนะ ดังนี้

  1. ครูต้องช่วยให้นักศึกษาแยกแยะได้ว่าพฤติกรรมของผู้ป่วยนั้นเป็นพฤติกรรมที่เกิดจากการเจ็บป่วยหรือเป็นลักษณะนิสัยเดิมของผู้ป่วย   เพราะนักศึกษาจะไม่สามารถแยกได้ว่าอาการของผู้ป่วยเกิดจากอะไร เราต้องช่วยให้ นักศึกษาสามารถแยกแยะหรือประเมินแยกกลุ่มได้  โดยมีข้อสังเกตว่าถ้าพฤติกรรมที่เป็นจากโรคเมื่อให้ยา  อาการจะดีขึ้น   ถ้าไม่ใช่จากโรค การให้การบำบัดทางจิตสังคมจะช่วยได้ดีกว่า
  2. ผู้ป่วยบางคนบอกว่าไม่อยากอยู่กับคนเยอะๆ เราต้องมาดูว่าเขาแยกตัวเพราะอะไร เพราะสภาพของวอร์ด ที่หนาแน่น  อาจจะทำให้ผู้ป่วยมีพฤติกรรมแยกตัวก็ได้ ประเด็นตรงนี้ ครูต้องชี้ให้นักศึกษาเห็นด้วย

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

1212121


twitter button
facebook button
pinterest button
Pinterest
linkedin button
gplus button

Login Form

Statistics

เนื้อหาที่เปิดอ่าน
1115734